สุขภาพ "ตับ" ดี เริ่มต้นที่น้ำเอมไซม์
คุณนุ - ภทรพล วัยชนะ อายุ 43 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัว เขาค้นพบวิธีการรับมือกับโรคนี้ทันทีที่รู้ว่าตนเองเป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบี โดยเริ่มต้นที่การดื่มน้ำเอนไซม์จนสุขภาพดีอย่างเห็นผล และพ่วงด้วยการดูแลตัวเองแบบวิถีองค์รวม ซึ่งเป็นประสบการณ์สุขภาพที่น่าสนใจ และไม่ควรพลาดอ่านเป็นอย่างยิ่งค่ะ
ไม่ตรวจ (เลือด) ก็ไม่รู้
หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง และอ่อนเพลียง่าย หรือที่ทั่วไปเรียกว่าโรคดีซ่าน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วในช่วงแรกผู้ที่เป็นโรคนี้ส่วนมากมักจะไม่แสดงอาการใดๆ เลย และจะทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้จากผลการตรวจเลือดเท่านั้น ที่สำคัญคุณหมอยังย้ำว่า หากรู้ตัวว่าเป็นแล้ว ก็ไม่ควรทำอะไรที่เป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพตับต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการดื่มสุราจัด หรือใช้ชีวิตสมบุกสมบันจนขาดการพักผ่อน เพราะถ้ามีเชื้อของโรคนี้อยู่ในร่างกายเป็นเวลานานและขาดการดูแลที่ดีจะมีอาการของโรคตับอักเสบเรื้อรัง จนอาจลามเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ ซึ่งผู้เป็นพาหะโรคนี้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับได้สูงกว่าคนปกติได้หลายเท่ามากนัก
เพียงแค่ได้ฟังคำวินิจฉัยผลเลือดจากคุณหมอก็ทำให้คุณนุตกใจไปกับโรคที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และเมื่อได้ยินคำอธิบายเพิ่มเติมถึงอันตรายจากโรคนี้ด้วยแล้ว ประกอบกับอาการอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงในการทำงาน และง่วงเหงาหาวนอนที่มักเป็นอยู่บ่อยๆ ยิ่งทำให้คุณนุคิดว่าไม่ควรรอช้าที่จะหันมาดูแลสุขภาพตัวเองอย่างจริงจังเสียที
เยียวยาตับด้วยน้ำเอนไซม์
์
แต่หากไม่ใช่แค่ความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองของคุณนุเพียงคนเดียวเท่านั้น ยังมีอีกผู้หนึ่งที่เป็นแรงใจสำคัญและเป็นเบื้องหลังที่ทำให้เขาพบทางออกของปัญหาสุขภาพในวันนั้น นั่นคือ คุณวันทนา หอสกุล หรือ นา ภรรยาของเขานั่นเอง
"คุณนาเริ่มต้นจากการคั้นน้ำเอนไซม์ให้ผมดื่มวันละ 2 แก้ว คือ ช่วงสายและช่วงเย็น หรือหากบางวันที่ทำดีท็อกซ์เสร็จในช่วงเช้าจะทำให้ดื่มทันที ทำเช่นนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 5 วัน วันแรกที่ผมดื่มน้ำเอนไซม์จะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า จนกระทั่งผ่านไปสัปดาห์ที่สอง สิ่งที่เห็นผลได้ชัดเจนเลยก็คือ ไม่มีอาการอ่อนเพลียให้เห็นอีก แถมมีเรี่ยวแรงมากขึ้น และเลิกง่วงนอนในเวลาทำงานแล้วครับ เคล็ดลับสำคัญต้องเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกซื้อผักผลไม้สดตามฤดูกาล และควรซื้อครั้งละไม่มาก เพื่อจะได้ไม่ต้องเก็บจนเน่าเสีย"
ต่อจากนั้นควรเลือกผักและผลไม้ที่ต้องการ ซึ่งคุณนุจะเลือกใช้โดยเน้นสรรพคุณของเอนไซม์ในผักผลไม้ที่ช่วยการทำงานในเรื่องของตับ เช่น น้ำคั้นจากแครอทหรือลูกใต้ใบ และค่อยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผักและผลไม้ชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้คุณประโยชน์ที่หลากหลาย และยังแก้เบื่อได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายหรือเซเลอรี่ ซึ่งช่วยทำให้เลือดสะอาดและเผาผลาญคอเลสเทอรอลในร่างกาย หรือน้ำคั้นจากมะระที่ช่วยในการฟอกเลือดและการทำงานของไต
สำหรับวิธีทำน้ำเอนไซม์นั้น ช่วงแรกที่คุณนาทำให้คุณนุได้ดื่มนั้น ใช้วิธีแบบดั้งเดิม โดยการนำผักหรือผลไม้ที่ต้องการไปสับ คั้น หรือตำด้วยครก แล้วจึงคั้นแยกกรองน้ำออกจากกากด้วยผ้าขาวบาง และควรเลือกใช้ผลไม้ที่นิ่ม เพื่อให้คั้นได้ง่าย เช่น แตงโม สัปปะรด มะเขือเทศ จนกระทั่งช่วงหลังที่เริ่มมีเครื่องแยกกากขาย คุณนุจึงเลือกซื้อมาใช้ช่วยแยกกาก เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และนำมาคั้นผลไม้ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง ซึ่งคุณนุเล่าเสริมว่า
"ทุกวันนี้ใช้เป็นตัวที่สามแล้ว เพราะเราสองคนคั้นดื่มเกือบทุกวัน ผมชอบผักและผลไม้แทบทุกชนิด แต่ที่คั้นแล้วดื่มยากที่สุด เห็นจะเป็นมะระกับขึ้นฉ่ายหรือเซเลอรี่ แม้ช่วงแรกจะทรมานบ้าง แต่เมื่อดื่มแล้วรู้สึกว่าสดชื่นและรู้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย ตอนนี้สบายดื่มได้หมดแล้วครับ"
คุณนุยังแนะนำด้วยว่า "หลังทำเสร็จควรดื่มทันที โดยไม่ต้องเติมเกลือหรือน้ำตาลใดๆ เราจะรับรู้ถึงรสชาติสดๆ ของพืชผัก และไม่ควรทิ้งไว้นานเกินครึ่งชั่วโมง เพราะหากเก็บไว้นานจะทำให้เอนไซม์ในผักและผลไม้เสื่อมประสิทธิภาพลง อีกทั้งไม่ควรดื่มน้ำเอนไซม์หลายชนิดปนกัน เพราะเอนไซม์แต่ละชนิดจะมีฤทธิ์ที่ทำลายกันเองได้ครับ"
ทั้งนี้ แม้ว่าน้ำเอนไซม์จะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไปในแต่ละวัน เพราะน้ำเอนไซม์บางชนิดหากดื่มมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น น้ำคั้นจากแครอท หากดื่มในปริมาณมากเกินไปก็จะทำให้มีอาการตัวเหลืองได้
กว่า 10 ปีแล้วที่คุณนุได้ดื่มน้ำเอนไซม์จากฝีมือการคั้นของศรีภรรยาคู่ใจ ทุกวันนี้คุณนุยังคงตื่นแต่เช้าด้วยความสดชื่นแจ่มใส ทำงานอย่างเต็มที่ และใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือผลการตรวจสุขภาพประจำปีของเขาที่บ่งบอกถึงสุขภาพตับที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ
"นอกจากผมจะดื่มน้ำเอนไซม์แล้ว บางวันก็จะทำน้ำอาร์.ซี.ไว้ดื่มระหว่างวัน แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็เห็นจะเป็นอาหารตามจำพวกข้าวกล้อง ปลา ผัก ผลไม้ และธัญพืชของโปรด ส่วนเรื่องการนอนหลับ ทุกวันนี้นอนเร็วขึ้นและพักผ่อนอย่างเต็มที่ ก่อนนอนผมมักจะใช้วิธีอ่านหนังสือธรรมะหรือไม่ก็นั่งสมาธิ ช่วยให้หลับลึกหลับสนิทได้ แต่ปกติเป็นคนหลับง่ายครับ สำหรับการออกกำลังกายจะทำเป็นประจำทุกวัน หากไม่ขี่จักรยาน ก็วิ่งหรือรำกระบอง หมุนเวียนสลับกันไป เมื่อก่อนผมปิดร้านหนึ่งทุ่มตรง แต่ตอนนี้ห้าโมงเย็นร้านนี้จะปิดแล้ว ทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น เพื่อไปออกกำลังกาย เพราะเรื่องสุขภาพรอไม่ได้ครับ"
คุณนุทิ้งท้ายถึงสุขภาพของเขาในวันนี้ด้วยว่า "ตอนนี้มีหลายคนทักว่าผมยังแข็งแรงและดูเป็นหนุ่มยิ่งกว่าตอนเป็นวัยรุ่นเสียอีกครับ"
แหล่งที่มา : cheewajit.com
|